ลักษณะการประกอบธุรกิจ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทพลังงานไทยที่ดำเนินงานเคียงคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยหลักประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ามันปิโตรเลียมตั้งแต่การจัดหาน น้ำมันดิบทั้งจากแหล่งต่างประเทศและภายในประเทศ เข้ากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐาน ด้วยกำ ลังผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน และจัดจำ หน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำ มัน บางจากกว่า 1,100 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงได้ขยายกิจการสู่ธุรกิจการค้าน้ำ มัน ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ธุรกิจทรัพยากร ธรรมชาติ และพัฒนาธุรกิจใหม่ ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายสูงสุดที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจใหม่เพื่อสร้าง ความต่อเนื่องและความยั่งยืนแก่องค์กร
แพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเติบโต
  • การบูรณาการธุรกิจแบบครบวงจร
  • การกระจายความเสี่ยงกลุ่มธุรกิจ
  • วินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน

โรงกลั่นนํ้ามันแบบ Complex Refinery ที่กำลังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการกลั่นน้ำมัน รวมทั้งมีช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นของตัวเอง

ธุรกิจการตลาด

ช่องทางการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปของบริษัทฯ ที่เสริมด้วยธุรกิจ Non-Oil เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด และปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

ประกอบธุรกิจผลิตและ จำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสในการ ขยายตัวของกลุ่มธุรกิจ

ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม

ลงทุนเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน และศักยภาพการแข่งขัน ในระยะยาว

โรงไฟฟ้าพลังงานสีเขียว

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม
และพลังงานความร้อนใต้พิภพ

ธุรกิจต้นน้ำ
  • การผสมผสานสินทรัพย์อย่างลงตัว
    ประกอบด้วยสินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินการผลิต รวมถึงการแสวงหาโอกาสในการพัฒนา และสำรวจสินทรัพย์ที่น่าสนใจ
ธุรกิจปลายน้ำ
  • ธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจตลาดแหล่งรายได้ที่สำคัญของบริษัท
  • การประสานผลประโยชน์
    ธุรกิจแบบบูรณาการครบวงจรช่วยให้บริษัทฯ บริหารผลกำไรได้อย่างเหมาะสมตลอดวงจรธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน

โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ เป็นโรงกลั่นแบบ Complex Refinery ที่ทันสมัย กำลังการผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน

สามารถผลิตน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันที่มีมูลค่าสูงได้เป็นส่วนใหญ่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซลจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากเป็นน้ำมันที่ได้คุณภาพตามข้อกำหนดมาตรฐานยูโร 4 ของภาครัฐ อีกทั้งบริษัทฯ เป็นรายแรกในเอเชียที่ผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และน้ำมันพรีเมียมดีเซล มาตรฐานยูโร 5 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีค่าซัลเฟอร์ต่ำกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน หรือลดลงถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับมาตรฐานยูโร 4 อีกด้วย บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นที่จะเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานในกระบวนการผลิต ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม (Cogeneration Power Plant) รวมถึงใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทดแทนการใช้น้ำมันเตา พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการกลั่นน้ำมันในโครงการ 3E และ YES-R ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตของบริษัทฯ ยังได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับการผลิตและการปฏิบัติการด้านการผลิตเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดดังนี้

  • มีการบริหารจัดการตั้งแต่กระบวนการจัดหาน้ำมันดิบ กระบวนการผลิต ถังน้ำมัน ท่อรับจ่ายน้ำมัน รวมถึงเรือรับส่งน้ำมัน ให้สามารถดำเนินการกลั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง เป็นผลให้ในปี 2561 มีกำลังกลั่นเฉลี่ยทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายอยู่ที่ 115 พันบาร์เรลต่อวัน โดยไม่นับรวมช่วงหยุดซ่อมบำรุงประจำปี และสามารถทำสถิติมีอัตราการผลิตเฉลี่ยทั้งเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 123 พันบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม
  • มีการวางแผนจัดหาและสั่งซื้อน้ำมันดิบเพื่อให้ได้ GRM อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดำเนินการใช้สัญญาอนุพันธ์ (Roll Month) เพื่อลดต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบ ส่งผลให้มีค่าการกลั่นพื้นฐานเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 7.10 เหรียญ สรอ.ต่อบาร์เรล
  • มีโครงการขยายการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการกลั่น เช่น โครงการ Debottleneck เพื่อเพิ่มกำลังการกลั่น การปรับปรุงกระบวนการกลั่นให้มีความยืดหยุ่นให้สอดคล้องกับความต้องการน้ำมันในตลาด และการประหยัดต้นทุนเชื้อเพลิงการผลิต และความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าสำหรับกระบวนการกลั่น
  • พัฒนาธุรกิจการค้าน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ผ่านบริษัท BCP Trading Pte. Ltd. โดยเน้นกลยุทธ์ขยายสัดส่วนการซื้อ-ขายน้ำมันแบบ Out-Out (จัดหาน้ำมันจากผู้ผลิตในต่างประเทศเพื่อจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าในต่างประเทศ) ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักที่มีการซื้อขายได้แก่ น้ำมันเบนซิน น้ำมันดิบ น้ำมันเตาและผลิตภัณฑ์แนฟทา และได้มีการขยายตลาดการซื้อขายไปยังประเทศกลุ่มใหม่ เช่น บรูไน กาตาร์เป็นต้น ประกอบกับการซื้อขายผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาด เช่น MTBE และสร้างรายได้จากLogistics Management และ Freight Trading เพิ่มขึ้นรวมทั้งการสร้างสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้าและภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยทำให้มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มมากขึ้น

กลุ่มธุรกิจการตลาด

ปี 2561 ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจากกระบวนการผลิตกว่าร้อยละ 78 จำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านเครือข่ายสถานีบริการของบริษัทฯ ที่มีอยู่ทั่วประเทศรวม 1,175 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายสถานีบริการมาตรฐานจำนวน 555 แห่ง และสถานีบริการชุมชนจำนวน 620 แห่ง (ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561)

โดยสถานีบริการที่เปิดใหม่ในปี 2561 ส่วนใหญ่เป็นสถานีบริการขนาดใหญ่ และมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อมด้วยธุรกิจนอนออยล์ (Non-Oil Business) และบริการเสริมต่างๆ ซึ่งส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกและรักษาอันดับที่สองได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจำหน่ายให้กลุ่มผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง สายการบิน เรือขนส่ง ภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม สำหรับสถานีบริการน้ำมันบางจาก มุ่งเน้นจำหน่ายน้ำมันในกลุ่มพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้สมรรถนะสูง ทั้งผลิตภัณฑ์กลุ่มแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซล นอกจากนี้สถานีบริการของบริษัทฯ ยังพร้อมอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ด้วยธุรกิจนอนออยล์ (Non-Oil Business) และบริการเสริมต่างๆ ในสถานีบริการเพื่อดึงดูดผู้มาใช้บริการในสถานีบริการน้ำมันบางจากให้เพิ่มขึ้น อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟและอาหารจานด่วนปรุงสด และศูนย์บำรุงรักษาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและล้างรถ

บริษัทฯ เป็นผู้ริเริ่มบัตรสมาชิกน้ำมันรายแรกของไทย โดยในปี 2561 บริษัทฉลองครบรอบ 12 ปีธุรกิจบัตรน้ำมัน ด้วยการเปิดตัวบัตรสมาชิกรูปแบบใหม่ “บางจากกรีนไมล์” และเปิดระบบการสะสมคะแนนของสมาชิกปัจจุบัน ให้สามารถสะสมคะแนนได้ทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน รวมทั้งสินค้าและบริการในเครือบางจาก และพัฒนา Bangchak Mobile Application เพื่อให้ผู้ถือบัตรสมาชิกบางจากสามารถแลกคะแนนสะสมในรูปแบบ E-coupon ผ่าน Mobile Application ที่สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจร้านกาแฟดำเนินการโดยบริษัท บางจาก รีเทล จำกัด (BCR) (บริษัทย่อยของบริษัทฯ) ซึ่งได้สิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ของแบรนด์ “SPAR” ซูเปอร์มาร์เก็ตจากเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันมีจำนวนสาขา 45 แห่ง ภายใต้แนวคิด SPAR Fresh & Easy Food Market และร้านกาแฟอินทนิล “Inthanin” และร้านกาแฟพรีเมียม “Inthanin Garden” จำนวนกว่า 523 แห่ง ตลอดจนธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านใบจาก ร้านเลมอนกรีน ร้านสะดวกซื้อบิ๊กซีมินิ ในสถานีบริการที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ใกล้แหล่งชุมชนกว่า 165 แห่ง ร้านอาหารจานด่วนปรุงสด “Lemon Kitchen” นอกจากนี้ยังมีศูนย์บำรุงรักษารถยนต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น “Furio Care” ศูนย์บำรุงรักษารถยนต์ ล้างรถ “Wash Pro” “Green Wash” และศูนย์เปลี่ยนยาง “Tyre Care” “Green Tyre”

บริษัทฯ คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวิถีชีวิตคนไทยยุคใหม่ จึงพัฒนาสถานีบริการภายใต้รูปแบบ “Greenovative Experience” ด้วยกระบวนการ 4R คือ Renewable Recycle Reuse และ Reduce อาทิ การติดตั้ง Solar Roof Top เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ สถานี EV Charger สำหรับรถยนต์ระบบไฟฟ้า ในส่วนของธุรกิจร้านกาแฟ Inthanin ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดที่ว่า “อินทนิลทุกแก้วของคุณ เพื่อโลกของเรา” ที่ผ่านมามีการพัฒนาโครงการต่างๆ เช่น การเลือกใช้แก้วกาแฟย่อยสลายได้ (Bio Cup) และใช้เมล็ดกาแฟออร์แกนิคซื้อกาแฟจากไร่ชุมชนของกลุ่มเกษตรกรในเขตจังหวัดภาคเหนือ การออกแบบฝาแก้วเพื่อลดการใช้หลอด ในส่วนธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ได้มีโครงการรณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติก การนำผลไม้มาแปรรูปและจำหน่ายในร้าน SPAR โครงการ SPAR Awards ซึ่งเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากชุมชน รวมถึงกิจการ SME มาต่อยอด เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ การใช้วัสดุอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวร่มรื่น เป็นต้น และในปี 2561 บริษัทฯ ได้เปิดตัว สถานีบริการรูปแบบทันสมัยที่ใช้ตู้ใช้ตู้จ่ายแบบแขวนแบบดิจิตอล บนถนนสุขุมวิท 62 เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการ พร้อมนวัตกรรมใหม่ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ศรีนครินทร์ ที่ติดตั้งระบบบริหารจัดการพลังงานชุมชนสีเขียว Green Community Energy Management System หรือ Gems เพื่อริเริ่มโครงการนำร่องประมูลซื้อไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี Blockchain ในระบบผลิตไฟฟ้าแบบไม่เชื่อมต่อกับสายส่งการไฟฟ้า (Smart Isolated Microgrid) เพื่อให้อาคารและร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่สามารถซื้อ-ขายเพื่อใช้ไฟฟ้าในต้นทุนที่ต่ำได้ปริมาณมากที่สุด

นอกจากผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว บริษัทฯ ยังมีการผลิตและจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์พิเศษ อาทิ น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก จาระบีและอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ “BCP Lubricants” ซึ่งมีทั้งการจำหน่ายให้แก่ตลาดภายในประเทศ ผ่านเครือข่ายสถานีบริการบางจาก ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรม ตลาด OEM (Original Equipment Manufacturer) และส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ

ในปีนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเกรดพรีเมียมภายใต้แบรนด์ “FURiO” มีคุณสมบัติช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ป้องกันการสึกหรอ และช่วยปกป้องเครื่องยนต์ในทุกสภาวะการใช้งาน

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น ธุรกิจเอทานอล และธุรกิจไบโอดีเซล ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานทดแทน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ สนับสนุนเกษตรกร และรักษาสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ได้ส่งเสริมสนับสนุนการนำเอทานอลและไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันเบนซินและดีเซล เป็นผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 รวมทั้งแก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 และน้ำมันไฮดีเซล

ปลายปี 2560 บริษัทฯ ได้มีการควบรวมบริษัทระหว่างบริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง จำกัด (บริษัทย่อยของบริษัทฯ) และบริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) (บริษัทย่อยของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)) เป็นบริษัท บีบีจีไอ จำกัด และจดทะเบียนแปลงสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) (BBGI) ในเดือนเมษายน 2561 โดยบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 60 ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยบริษัทย่อยและบริษัทร่วมของ BBGI มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 1,830,000 ลิตรต่อวัน แบ่งเป็นเอทานอล 900,000 ลิตรต่อวัน และไบโอดีเซล 930,000 ลิตรต่อวัน โดยมีบริษัทย่อย 4 บริษัท ดังนี้

  • บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด หรือ BBF ตั้งอยู่ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบธุรกิจผลิตไบโอดีเซลโดยใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นวัตถุดิบหลัก ด้วยกำลังการผลิตติดตั้ง 930,000 ลิตรต่อวัน และอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิตเป็น 1,000,000 ลิตรต่อวัน คาดว่าแล้วเสร็จไตรมาสที่ 2/2562 อีกทั้งสามารถผลิตกลีเซอรีนดิบเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดลองผลิตพาราฟินที่มีความบริสุทธิ์สูงจากโรงงานนำร่องเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต Phase Change Materials หรือ “PCMs” หรือวัสดุเปลี่ยนสถานะ พร้อมทั้งเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์ กำลังการผลิต 21,120 ตันต่อปี เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ คาดว่าจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3/2563
  • บริษัท บางจากไบโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด หรือ BBE ตั้งอยู่ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบธุรกิจผลิตเอทานอล โดยใช้มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบหลักมีกำลังการผลิตเอทานอล 150,000 ลิตรต่อวัน
  • บริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลโดยใช้กากน้ำตาล มีกำลังการผลิตรวม 350,000 ลิตรต่อวัน ประกอบด้วยโรงงานผลิตเอทานอลจำนวน 2 แห่ง คือ (1) โรงงานสาขาน้ำพอง ตั้งอยู่ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น กำลังการผลิต 150,000 ลิตรต่อวัน หรือประมาณ 45 ล้านลิตรต่อปี ปัจจุบันได้ปรับปรุงโรงงาน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เป็น 49.50 ล้านลิตรต่อปี (2) โรงงานสาขาบ่อพลอย ตั้งอยู่ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี กำลังการผลิต 200,000 ลิตรต่อวัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจรับงานการปรับปรุงกระบวนการผลิตเอทานอล เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตจาก 200,000 ลิตรต่อวัน เป็น 300,000 ลิตรต่อวัน หรือเทียบเท่า 99 ล้านลิตรต่อปี ทำให้ในปี 2562 KGI มีกำลังการผลิตรวม 148.50 ล้านลิตรต่อปี
  • บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ตั้งอยู่ที่อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบธุรกิจผลิตเอทานอล กำลังผลิต 400,000 ลิตรต่อวัน โดยสามารถใช้มันสำปะหลังสด มันสำปะหลังเส้น และกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ รวมถึงผลิตแป้งมันสำปะหลัง กำลังการผลิต 700 ตันต่อวัน และผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการผลิตเอทานอลและแป้งมันสำปะหลัง

ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว

ปัจจุบันบริษัทฯ ลงทุนธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียวผ่านการดำเนินการของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (บริษัทย่อยของบริษัทฯ)

ซึ่งจัดตั้งเพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดย ณ สิ้นปี 2561 บีซีพีจี มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 571.1 เมกะวัตต์ ดำเนินการผลิตแล้ว 380.2 เมกะวัตต์ อยู่ในระหว่างการพัฒนา 190.9 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 190.9 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการผลิตแล้วทั้งสิ้น โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ภายหลังจากได้มีการจำหน่ายโครงการ Nagi และ Nikaho ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 27.6 เมกะวัตต์ ให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในประเทศญี่ปุ่น โดยการจำหน่ายโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 เป็นผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมอยู่ที่ 168.7 เมกะวัตต์ ดำเนินการผลิตแล้ว 17.4 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนา 151.3 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 20.0 เมกะวัตต์ ดำเนินการผลิตแล้ว 14.4 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนา 5.6 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 181.5 เมกะวัตต์ ดำเนินการผลิตแล้ว 157.5 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนา 24.0 เมกะวัตต์ และในปี 2561 บีซีพีจี ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท ลมลิกอร์ จำกัด เพื่อเข้าลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 10.0 เมกะวัตต์ ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการดังกล่าวอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในกลางปี 2562

ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาธุรกิจใหม่

บริษัทฯ จัดตั้งบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด โดยบริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด ได้จัดตั้งบริษัทย่อยอีกบริษัทในประเทศสิงคโปร์ ได้แก่ บริษัท BCPR Pte. Ltd.

เพื่อลงทุนร่วมกับ Seacrest Capital Group ในแหล่งปิโตรเลียม Draugen Field และ Gjøa ในประเทศนอร์เวย์ ผ่านการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ OKEA AS ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายนอร์เวย์ ดำเนินการพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมในประเทศนอร์เวย์ การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนร่วมกันในลักษณะของ Joint Partnership ในแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ (World Class Asset) ที่มีอายุการผลิตต่อเนื่องในระยะยาว โดยน้ำมันดิบที่ผลิตได้เป็นน้ำมันดิบเบา (Light Crude) ที่มีราคาดี เหมาะกับการผลิตและการกลั่นของบางจากฯ นับเป็นการต่อยอดธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการกระจายความเสี่ยงที่สอดคล้องตามกลยุทธ์ของบริษัท

บริษัทฯ จัดตั้งบริษัท BCP Energy International Pte. Ltd. (BCPE) ขึ้นในประเทศสิงคโปร์ เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้านพลังงาน ปิโตรเคมี และทรัพยากรธรรมชาติในต่างประเทศ โดยปัจจุบันถือหุ้นสามัญร้อยละ 100 ในบริษัท Nido Petroleum Pty Ltd ซึ่งถือสิทธิในแหล่งปิโตรเลียมที่ดำเนินการผลิตแล้ว ได้แก่ Nido, Matinloc ในประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงยังได้ถือสิทธิในแหล่งปิโตรเลียมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา คือ West Linapacan ในประเทศฟิลิปปินส์ และสิทธิในแหล่งปิโตรเลียมที่อยู่ระหว่างการสำรวจคือ SC6B, SC14D, SC54A, SC54B, SC58 และ SC63 ในประเทศฟิลิปปินส์

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2561 BCPE ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาขายหุ้นใน Nido Production (Galoc) Pty. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมในกลุ่มบริษัทที่ถือครองแหล่งน้ำมันดิบ Galoc ให้กับ Tamarind Galoc Pte. Ltd.

บริษัทฯ จัดตั้งบริษัท BCP Innovation Pte.Ltd. ขึ้นในประเทศสิงคโปร์เพื่อดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรมในต่างประเทศ โดยได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญ ในบริษัท Lithium Americas Corporation ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แคนาดา และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจเหมืองลิเทียมในประเทศอาร์เจนตินาและสหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตเป็นลิเทียมคาร์บอเนตและลิเทียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ รองรับความต้องการใช้งานแบตเตอรี่ลิเทียมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพในระบบสายส่งและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และการใช้งานแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดพกพาชนิดต่างๆ ที่จะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในอนาคต

วิจัยและพัฒนา และธุรกิจนวัตกรรม

บริษัทฯ ได้จัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ Bangchak Initiative and Innovation Center (BiiC) โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้าง Green Ecosystem เพื่อผลักดันนวัตกรรมต่างๆ โดยเน้นด้านพลังงานสีเขียว (Green Energy) และด้านชีวภาพ (Bio-Based) นำมาต่อยอดขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศจากการวิจัยและพัฒนา จัดการเทคโนโลยีและเครือข่าย พร้อมทั้งบ่มเพาะธุรกิจ Startup สนับสนุนเศรษฐกิจยุค 4.0 โดยมุ่งสู่กลุ่มบริษัทนวัตกรรมสีเขียวชั้นนำในเอเชีย

ในปี 2561 BiiC ได้ดำเนินโครงการ Green Community Energy Management System หรือ GEMS หรือ สถานีบริการน้ำมันที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ซึ่งเป็นระบบผลิตไฟฟ้าและซื้อขายกันเองแบบประมูลในอาคาร ร้านค้าต่าง ๆ และภายในสถานีบริการน้ำมันบางจากศรีนครินทร์ จ.สมุทรปราการ โดยเป็นสถานีบริการน้ำมันแห่งแรกที่บางจากฯ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ทดลองและการเรียนรู้เกี่ยวกับการซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยไฟฟ้าจะถูกผลิตจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคาของสถานีบริการน้ำมัน รวมทั้งหลังคาที่จอดรถและอาคารร้าน SPAR รวมขนาด 249 กิโลวัตต์ และจัดตั้งระบบระบบกักเก็บพลังงาน หรือ แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมอิออน ขนาด 1 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดของไทยในขณะนี้

เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ Startup(s) ในประเทศไทย บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ในประเทศไทย จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท บีซีวี ไบโอเบส จำกัด, บริษัท บีซีวี เอ็นเนอร์ยี จำกัด, บริษัท บีซีวี อินโนเวชั่น จำกัด และบริษัท บีซีวี พาร์ทเนอร์ชิพ จำกัด เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน และลงทุนในธุรกิจ Startup(s) ในประเทศไทยและ/หรือธุรกิจ Startup(s) ในประเทศไทย ที่ประกอบกิจการใน 10 กิจการที่รัฐต้องการสนับสนุนตามกฎหมาย และเพื่อให้เกิดความร่วมมือทางนวัตกรรมใหม่ๆ ระหว่างบริษัทฯ กับบริษัทในกลุ่มและพันธมิตรทางธุรกิจภายนอก