ลักษณะการประกอบธุรกิจ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทพลังงานไทยที่ดำเนินงานเคียงคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยดำเนินกิจการหลักด้วยการประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบทั้งจากแหล่งต่างประเทศและภายในประเทศ เข้ากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้มาตรฐาน ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน และจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันบางจากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงได้ขยายกิจการสู่ธุรกิจการค้าน้ำมัน ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาธุรกิจใหม่ ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายสูงสุดที่จะสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจใหม่เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความยั่งยืนแก่กิจการ
แพลตฟอร์มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเติบโต
  • การบูรณาการธุรกิจแบบครบวงจร
  • การกระจายความเสี่ยงกลุ่มธุรกิจ
  • วินัยทางการเงินที่แข็งแกร่ง

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน

โรงกลั่นแบบ Complex Refinery ที่ครบครันด้วยหน่วยแปลงและสกัดน้ำมันที่ช่วยเพิ่มมูลค่า ซึ่งเชื่อมโยงอย่างครบวงจรกับโครงข่ายธุรกิจค้าน้ำมัน

ธุรกิจการตลาด

สถานีบริการน้ำมันที่ตั้งอยู่ในใจกลางของความต้องการใช้และแหล่งยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งยังผสานด้วยธุรกิจ non-oil เพื่อสร้างผลตอบแทนต่อการใช้งานพื้นที่ให้สูงสุด

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

ปริมาณวัตถุดิบที่แน่นอนซึ่งตรงกับปริมาณความต้องการ
ใช้ไบโอฟูเอล

ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
  • ปรับความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
    จัดการสินทรัพย์อย่างมีเหตุผล และปฏิบัติการควบคุมต้นทุน
โรงไฟฟ้าพลังงานสีเขียว

ธุรกิจที่สร้างรายได้ที่แน่นอน โรงไฟฟ้าพลังงานสีเขียวมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แน่นอน

ธุรกิจต้นน้ำ
  • การผสมผสานสินทรัพย์อย่างลงตัว
    ประกอบด้วยสินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินการผลิต รวมถึงการแสวงหาโอกาสในการพัฒนา และสำรวจสินทรัพย์ที่น่าสนใจ
ธุรกิจปลายน้ำ
  • ธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจตลาดแหล่งรายได้ที่สำคัญของบริษัท
  • การประสานผลประโยชน์
    ธุรกิจแบบบูรณาการครบวงจรช่วยให้บริษัทฯ บริหารผลกำไรได้อย่างเหมาะสมตลอดวงจรธุรกิจ

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน

โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ เป็นโรงกลั่นแบบ Complex Refinery ที่ทันสมัย กำลังการผลิตสูงสุด 120,000 บาร์เรลต่อวัน

สามารถผลิตน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซลซึ่งเป็นน้ำมันที่มีมูลค่าสูงได้เป็นส่วนใหญ่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันแก๊สโซฮอล์และน้ำมันดีเซลจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากเป็นน้ำมันที่ได้คุณภาพตามข้อกำหนดมาตรฐานยูโร 4 ของภาครัฐ อีกทั้งบริษัทฯ เป็นรายแรกในเอเชียที่ผลิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 มาตรฐานยูโร 5 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีค่าซัลเฟอร์ต่ำกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน หรือลดลงถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับมาตรฐานยูโร 4 อีกด้วย บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นที่จะเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานในกระบวนการผลิต ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าและไอน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม (Cogeneration Power Plant) รวมถึงใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทดแทนการใช้น้ำมันเตา พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการกลั่นน้ำมันในโครงการ 3E และ YES-R ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิต บริษัทฯ ยังได้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับการผลิตและการปฏิบัติการด้านการผลิตเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดดังนี้

  • มีการบริหารจัดการตั้งแต่กระบวนการจัดหาน้ำมันดิบ กระบวนการผลิต ถังน้ำมัน ท่อรับจ่ายน้ำมัน รวมถึงเรือรับส่งน้ำมัน ให้สามารถดำเนินการกลั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง เป็นผลให้ในปี 2560 มีกำลังกลั่นเฉลี่ยทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายอยู่ที่ 111 พันบาร์เรลต่อวัน และสามารถทำสถิติมีอัตราการผลิตเฉลี่ยทั้งเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 121.64 พันบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม
  • มีการวางแผนจัดหาและสั่งซื้อน้ำมันดิบเพื่อให้ได้ GRM อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดำเนินการใช้สัญญาอนุพันธ์ (Roll Month) เพื่อลดต้นทุนการซื้อน้ำมันดิบ ส่งผลให้มีค่าการกลั่นพื้นฐานเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 6.38 เหรียญ สรอ.ต่อบาร์เรล
  • เริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม หน่วยที่ 3 (GTG-3) ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 12 เมกะวัตต์ และกำลังการผลิตไอน้ำ 42 ตันต่อชั่วโมง เพื่อให้สามารถคงการผลิตภายในโรงกลั่นได้อย่างมีเสถียรภาพและต่อเนื่อง ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและไอน้ำที่จะต้องใช้ในพื้นที่โรงกลั่น อีกทั้งเป็นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • พัฒนาธุรกิจการค้าน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ผ่านบริษัท BCP Trading Pte. Ltd. โดยเน้นกลยุทธ์ขยายสัดส่วนการซื้อ-ขายน้ำมันแบบ Out-Out (จัดหาน้ำมันจากผู้ผลิตในต่างประเทศเพื่อจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าในต่างประเทศ)
  • เริ่มดำเนินการจัดเก็บน้ำมันดิบบนเรือกักเก็บน้ำมันลอยน้ำ หรือ Floating Storage Unit (FSU) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสำรองน้ำมันดิบของบริษัทฯ

กลุ่มธุรกิจการตลาด

ปี 2560 ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจากกระบวนการผลิตกว่าร้อยละ 76 จำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านเครือข่ายสถานีบริการของบริษัทฯ ที่มีอยู่ทั่วประเทศรวม 1,114 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายสถานีบริการมาตรฐานจำนวน 499 แห่ง และสถานีบริการชุมชนจำนวน 615 แห่ง (ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560)

โดยสถานีบริการที่เปิดใหม่ในปี 2560 ส่วนใหญ่เป็นสถานีบริการขนาดใหญ่ และมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อมด้วยธุรกิจเสริมอื่นๆ ซึ่งสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดและรักษาอันดับเป็นอันดับที่สองได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจำหน่ายให้กลุ่มผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง สายการบิน เรือขนส่งภาคก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม สำหรับสถานีบริการน้ำมันบางจาก มุ่งเน้นจำหน่ายน้ำมันในกลุ่มพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้สมรรถนะสูง ทั้งผลิตภัณฑ์กลุ่มแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซล ในปีนี้บริษัทฯ พัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์บางจาก “Hi Premium Diesel S” นวัตกรรมดีเซลเกรดพรีเมียม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการน้ำมันดีเซลคุณภาพสูง มีคุณสมบัติช่วยปกป้องเครื่องยนต์ เพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ รักษาอายุของเครื่องยนต์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้สถานีบริการของบริษัทฯ ยังพร้อมอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ด้วยธุรกิจเสริมต่างๆ ในสถานีบริการเพื่อดึงดูดผู้มาใช้บริการในสถานีบริการน้ำมันบางจากให้เพิ่มขึ้น อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟและอาหารจานด่วนปรุงสด และศูนย์บำรุงรักษาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและล้างรถ

ธุรกิจร้านสะดวกซื้อและธุรกิจร้านกาแฟดำเนินการโดยบริษัท บางจาก รีเทล จำกัด (BCR) (บริษัทย่อยของบริษัทฯ) ได้แก่ ร้าน “สพาร์ (SPAR)” ซูเปอร์มาร์เก็ตจากประเทศเนเธอร์แลนด์ 33 แห่ง ภายใต้แนวคิด SPAR Fresh & Easy Food Market ร้านกาแฟอินทนิล “Inthanin” และร้านกาแฟพรีเมียม “Inthanin Garden” จำนวนกว่า 446 แห่ง ตลอดจนธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านใบจาก ร้านเลมอนกรีน ร้านสะดวกซื้อบิ๊กซีมินิ ในสถานีบริการที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ใกล้แหล่งชุมชนกว่า 165 แห่ง ร้านอาหารจานด่วนปรุงสด “Lemon Kitchen” ซึ่งตั้งอยู่ทั้งภายในบริเวณสถานีบริการบางจาก สถาบันการศึกษาชั้นนำ และขยายไปสู่ทำเลการค้าสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ยังมีศูนย์บำรุงรักษารถยนต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและล้างรถ ซึ่งประกอบด้วย“Wash Pro”, “Green Wash” และ “Green Tyre”

บริษัทฯ คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวิถีชีวิตคนไทยยุคใหม่ จึงพัฒนาสถานีบริการภายใต้รูปแบบ “Greenovative Experience” ด้วยกระบวนการ 4R คือ Renewable, Recycle, Reuse และ Reduce อาทิ การติดตั้ง Solar Roof Top เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ สถานี EV Charger สำหรับรถยนต์ระบบไฟฟ้า ระบบการนำน้ำฝนและน้ำใช้แล้วมาใช้รดน้ำต้นไม้ ร้านกาแฟเพื่อสุขภาพที่ใช้แก้วกาแฟย่อยสลายได้ และใช้เมล็ดกาแฟออร์แกนิคที่ปลูกด้วยวิธีการรักษาป่าและไม่ใช้สารเคมี การใช้วัสดุอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวร่มรื่น เป็นต้น

นอกจากผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว บริษัทฯ ยังมีการผลิตและจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นและผลิตภัณฑ์พิเศษ อาทิน้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรก จาระบีและอื่นๆ ภายใต้แบรนด์ “BCP Lubricants” ซึ่งมีทั้งการจำหน่ายให้แก่ตลาดภายในประเทศผ่านเครือข่ายสถานีบริการบางจาก ร้านค้า โรงงานอุตสาหกรรม ตลาด OEM (Original Equipment Manufacturer) และส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ ในปีนี้ บริษัทฯ ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเกรดพรีเมียมภายใต้แบรนด์ “FURiO” มีคุณสมบัติช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ป้องกันการสึกหรอ และช่วยปกป้องเครื่องยนต์ในทุกสภาวะการใช้งาน

ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

จากความตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง

บริษัทฯ ได้ส่งเสริมสนับสนุนการนำเอทานอลและไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันเบนซินและดีเซล เป็นผลิตภัณฑ์แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 รวมทั้งแก๊สโซฮอล์ E20 และ E85 และน้ำมันไฮดีเซล เพื่อจัดจำหน่าย

ในปี 2560 บริษัทฯ ได้มีการควบบริษัทระหว่างบริษัท บีบีพี โฮลดิ้ง จำกัด (บริษัทย่อยของบริษัทฯ) และบริษัท เคเอสแอล จีไอ จำกัด (บริษัทย่อยของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน)) เป็นบริษัท บีบีจีไอ จำกัด โดยบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 60 ในบริษัท บีบีจีไอ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า1,710,000 ลิตรต่อวัน แบ่งเป็นเอทานอล 900,000 ลิตรต่อวัน และไบโอดีเซล 810,000 ลิตรต่อวัน โดยมีบริษัทย่อย 4 บริษัท ดังนี้

  • บริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด หรือ BBF ซึ่งบริษัท บีบีจีไอ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 70 ประกอบธุรกิจผลิตไบโอดีเซลโดยใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นวัตถุดิบหลัก ด้วยกำลังการผลิตติดตั้งรวมที่เพิ่มขึ้นเป็น 810,000 ลิตรต่อวัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างโรงงานต้นแบบทดลองผลิต ผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงจากกรดไขมันปาล์ม เพื่อผลิตไบโอดีเซลคุณภาพสูง พร้อมทั้งเริ่มศึกษา โครงการผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ
  • บริษัท บางจากไบโอเอทานอล (ฉะเชิงเทรา) จำกัด หรือ BBE ซึ่งบริษัท บีบีจีไอ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 85ตั้งอยู่ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ประกอบธุรกิจผลิตเอทานอล โดยใช้มันสำปะหลัง เป็นวัตถุดิบหลัก มีกำลังการผลิตเอทานอล 150,000 ลิตรต่อวัน
  • บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด หรือ UBE ซึ่งบริษัท บีบีจีไอ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 21.28 ตั้งอยู่ที่อำเภอนาเยีย จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบธุรกิจผลิตเอทานอล กำลังผลิต 400,000 ลิตรต่อวัน โดยสามารถใช้มันสำปะหลังสดมันสำปะหลังเส้น และกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบ รวมถึงผลิตแป้งมันสำปะหลัง กำลังการผลิต 700 ตันต่อวัน และผลิตไฟฟ้าจากน้ำเสียที่ได้จากกระบวนการผลิตเอทานอลและแป้งมันสำปะหลัง
  • บริษัท เคเอสแอล กรีน อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ซึ่งบริษัท บีบีจีไอ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 100 ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลโดยใช้กากน้ำตาล มีกำลังการผลิตรวม 350,000 ลิตรต่อวัน

ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียว

ปัจจุบันบริษัทฯ ลงทุนธุรกิจพลังงานไฟฟ้าสีเขียวผ่านการดำเนินการของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (บริษัทย่อยของบริษัทฯ)

ซึ่งจัดตั้งเพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยในปี 2560 บีซีพีจีมีกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 585 เมกะวัตต์ ดำเนินการแล้ว 394 เมกะวัตต์ อยู่ในระหว่างการ พัฒนาเมกะวัตต์ ดำเนินการแล้ว 394 เมกะวัตต์ อยู่ในระหว่างการพัฒนา191 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ในประเทศไทย กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 190 เมกะวัตต์ ดำเนินการแล้ว 182 เมกะวัตต์ อยู่ในระหว่างการพัฒนา 9 เมกะวัตต์ โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศ ญี่ปุ่น กำลังการ ผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 192 เมกะวัตต์ ดำเนินการผลิตแล้ว 40 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนา 152 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 20 เมกะวัตต์ ดำเนินการผลิตแล้ว 14 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนา 6 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 182 เมกะวัตต์ ดำเนินการผลิตแล้ว 158 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนา 24 เมกะวัตต์

ธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาธุรกิจใหม่

บริษัทฯ จัดตั้งบริษัท BCP Energy International Pte. Ltd. (BCPE) ขึ้นในประเทศสิงคโปร์

เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับด้านพลังงานปิโตรเคมี และทรัพยากรธรรมชาติในต่างประเทศ โดยปัจจุบันถือหุ้นสามัญร้อยละ 100 ในบริษัท Nido Petroleum Limited ซึ่งประกอบธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่มุ่งเน้นลงทุนในแหล่งแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทฯ จัดตั้งบริษัท BCP Innovation Pte. Ltd. ขึ้นในประเทศสิงคโปร์ เพื่อดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับนวัตกรรมในต่างประเทศโดยได้เข้าลงทุนซื้อหุ้นสามัญและมีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 15.86 (ธันวาคม 2560) ในบริษัท Lithium Americas Corporation บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แคนาดา ประกอบธุรกิจเหมืองลิเทียมในประเทศอาร์เจนตินาและสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานแบตเตอรี่ลิเทียมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพในระบบสายส่งและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และการใช้งานแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดพกพาชนิดต่างๆ ที่จะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในอนาคต

วิจัยและพัฒนา และธุรกิจนวัตกรรม

บริษัทฯ ได้จัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ Bangchak Initiative and Innovation Center (BiiC) โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้าง Green Ecosystem เพื่อผลักดันนวัตกรรมต่างๆ โดยเน้นด้านพลังงานสีเขียว (Green Energy)และด้านชีวภาพ (Bio Based) นำมาต่อยอดขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศจากการวิจัยและพัฒนา จัดการเทคโนโลยีและเครือข่าย พร้อมทั้งบ่มเพาะธุรกิจ Startupสนับสนุนเศรษฐกิจยุค 4.0 โดยมุ่งสู่กลุ่มบริษัทนวัตกรรมสีเขียวชั้นนำในเอเชีย